ครุวิจัยเทคโนโลยีอาหาร-8 (ครูอรุณภา) : สอนศิษย์เณรน้อย ทำโครงงานของเล่นวิทยาศาสตร์

อรุณนภา  คำแอ
โรงเรียนฝางธรรมศึกษา ต.สันทราย อ.ฝาง จ.เชียงใหม่
สังกัดสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา เชียงใหม่ เขต 3
ศูนย์ครุวิจัยเทคโนโลยีอาหาร มหาวิทยาลัยศิลปากร ปี 2553

ล้อมวง (เล่า)……ชาว “We Kru” 2

วงเล่าเรื่องวงนี้เป็นวงเล่าเล่อเรื่องวงที่ 2 ที่เริ่มต้นจากการเก็บเกี่ยวประสบการณ์ จากโครงการครุวิจัย  ที่ภาควิชาเทคโนโลยีอาหาร คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร แล้วก็นำเอาประสบการณ์ที่ได้รับ มาถวายความรู้แด่นักเรียนเณรน้อยทั้งหลาย โดยการนำเอาความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับมาใช้ในการสอนชุมนุมวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นครูที่ปรึกษาชุมนุมอยู่  โดยเริ่มจากให้นักเรียนรู้จักกับกระบวนการคิด ที่แตกต่างจากกระบวนการคิดที่เคยคิดมา แล้วให้นักเรียนเลือกทำ”โครงงานของเล่นวิทยาศาสตร์” หรือเลือกทำการทดลอง 1 เรื่อง โดยที่ครูจะไม่กำหนดให้นักเรียน ให้นักเรียนนำเสนอผลงงานของตนเอง ไม่มีข้อกำหนดว่าทำเป็นกลุ่ม หรือว่าทำเดี่ยว แล้วแต่ความสมัครใจของนักเรียนและเพื่อนเป็นการฝึกให้นักเรียนรู้จักคิดว่า งานใดควรใช้คนและแรงน้อง ในการทำ งานใดควรใช้การระดมความคิดกัน ผ่านไป 1 อาทิตย์  แล้วให้แต่ละคน แต่ละกลุ่มออกมานำเสนอแนวความคิดของตนเอง ว่าจะทำอะไร

บางกลุ่มเลือก “ทำกลองจากวัสดุเหลือใช้”  “ทำเรือดำน้ำ” เนื่องจากเห็นว่าบาตร ฝาบาตร และถังใส่น้ำขนาดต่างๆ ถูกทิ้งไว้ในบริเวณโรงเรียนและวัดของตนเอง จึงมีแนวความคิด ที่จะนำสิ่งเหล่านี้มาทำกลอง 1 ชุด บางกลุ่มเลือกทำ “สบู่และน้ำยาล้างจาน” เนื่องจากบางวัดที่นักเรียนพักขาดแคลนข้าวของเครื่องใช้เหล่านี้ จึงเกิดแนวความคิดในการทำสบู่และน้ำยาล้างจานกลิ่นส้ม ซึ่งส้มเป็นพืชเศรษฐกิจของอำเภอฝาง  บางคนเลือกที่จะศึกษา”ดวงดาวบนท้องฟ้า” เนื่องจากมีความสนใจในเรื่องดวงดาว

นักเรียนบางกลุ่มเลือกทำกิจกรรมประกวด เช่น การประกวดโคมลอย ซึ่งจะจัดขึ้นทุกปี เป็นประเพณีชาวฟ้า เหลืองของเรา และมีบางกลุ่มเลือกที่จะทำจรวดขวดน้ำ และจัดการแข่งขันกันเอง บางกลุ่มที่จะออกไปศึกษางานวิทยาศาสตร์นอกสถานที่ เช่นไปออกค่ายอาสาจัดกิจกรรมวิทยาศาสตร์ กับ โครงการ ณ เณรช่วยน้อง  และออกไปศึกษาหาความรู้ที่บ่อน้ำมันฝาง ซึ่งจากการทำความรู้เรื่องการคิดที่แตกต่างมาเล่าให้กับนักเรียนฟัง ถ่ายทอดกระบวนการความรู้ให้กับนักเรียนทำให้นักเรียนเรียนอย่างมีความสุข โดยที่นักเรียนเป็นคนจัดกระบวนการเรียนการสอนเอง โดยมีครูเป็นผู้แนะนำและให้คำปรึกษา

หวังล้อมวง (เล่า)……ชาว “We Kru” 3 คงจะได้เล่าให้กับเพื่อนๆ พี่พี่ครูชาวครุวิจัยฟังอีกนะคะ

ครุวิจัยเทคโนโลยีอาหาร-13 (ครูเกศินี): นำสิ่งเรียนรู้ ไปจุดประกายการทำโครงงาน

เกศินี  อินถา
โรงเรียนแม่จันวิทยาคม  จังหวัดเชียงราย
E-mail: inta.chem@hotmail.com
ครุวิจัยเทคโนโลยีอาหาร ปี 2553

เรื่องเล่า  การนำความรู้จากการอบรมครุวิจัย กลับไปใช้ในโรงเรียน

จากความประทับใจและประสบการณ์ดีๆ ที่ได้รับจากการเข้าร่วมอบรมโครงการครุวิจัย สกว. ทำให้ดิฉัน ของเรียกแทนตัวเองว่าครูแตน…มีความคิดว่า เมื่อกลับไปโรงเรียนแล้วจะต้องนำความรู้ที่ได้รับ กลับไปถ่ายทอดให้กับครูและนักเรียน โรงเรียนแม่จันวิทยาคม ให้ได้….

เริ่มจาก….การนำความรู้ บรรยากาศ และสิ่งดีๆ ที่ได้ทำกิจกรรม ไปบอกเล่าให้กับคุณครูในกลุ่มสาระวิทยาศาสตร์ก่อน (ขอบอกทุกคน อิจฉาเราเป็นแถว) จากนั้นก็ได้ไปเล่าให้กับนักเรียนฟัง (นักเรียนตื่นเต้นกันใหญ่เลย) แล้วก็เริ่มนำความรู้ที่ได้มาใช้ในการสอนการทำโครงงานวิทยาศาสตร์     กับนักเรียน ม.ต้น และม.ปลาย และในช่วงนั้นมีโครงการยุววิจัยยางพารา ซึ่งเป็นโครงการที่ให้ทุนสนับสนุนการวิจัยยางพาราให้กับครูและนักเรียน  ครูในกลุ่มสาระวิทยาศาสตร์จึงมีแนวคิดที่จะใช้โครงการนี้เป็นจุดเริ่มต้น ให้นักเรียน ม.ปลาย รู้จักการทำวิจัยกันมากขึ้น โดยครูและนักเรียนโรงเรียนแม่จันวิทยาคม ได้รับความอนุเคราะห์จาก รศ.ไพโรจน์ คีรีรัตน์ มาให้ความรู้เรื่อง“หลักการทำโครงงาน (วิจัย)” ซึ่งเป็นเหมือนการจุดประกายให้ครูนักเรียนมีความสนใจ ในการทำโครงงานวิจัยเพิ่มมากขึ้น ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้คือ…มีโครงงานวิทยาศาสตร์เกิดขึ้นมากมาย นักเรียนกว่า 4 กลุ่มที่ได้รับรางวัล ในการประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์ ในงานวิชาการกลุ่มมัธยมศึกษาจังหวัดเชียงราย นักเรียน 2 กลุ่มได้รับทุนการทำวิจัยในโครงการยุววิจัยยางพารา และมีการจัดค่ายโครงงานวิทยาศาสตร์(เชิง)สุขภาพ โดยนักเรียนชั้น ม.5 เป็นผู้ดำเนินการ……..จากสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นเป็นการเปลี่ยนแปลง ที่ทำให้นักเรียนซึมซับการวิจัยได้มากขึ้น นักเรียนเริ่มมีการนำกระบวนการวิจัย มาใช้ในการแก้ปัญหาในการทำโครงงาน และในชีวิตประจำวันมากขึ้น

ขอบคุณโครงการครุวิจัย สกว. ที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นในรั้วแม่จันวิทยาคม…

ครูแตน

ครุวิจัยไดโนเสาร์-15 (ครูมินตรา) : ฝึกนักเรียนใช้ทักษะกระบวนการวิทยาศาสตร์

มินตรา  มีสง่า
โรงเรียนบ้านหนองนมนาง  จังหวัด
E-mail: meesnaghmintra@gmail.com
ครุวิจัยศูนย์ไดโนเสาร์  ปี 2553

เรื่องเล่าจากโรงเรียน
จากการได้้ฝึกทำวิจัยจากโครงการครุวิจัย  ได้นำมาต่อที่โรงเรียน โดยใช้ชื่อว่า หินและชนิดของหินบริเวณบ้านหนองนมนาง หมู่ที่ 8 ตำบลตะคุ อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา เด็กๆ มีความสุขมากกับการได้เรียนรู้จากของจริง จากสถานที่เก็บตัวอย่าง เขาสนุกกับการเรียนแบบนี้มาก และได้ใช้ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์อย่างถูกต้อง

 

ครุวิจัยไดโนเสาร์-16 (ครูอรัญญา) : นำประสบการณ์ไปเล่าและสอนทำโครงงาน

อรัญญา  หมอกไชย 
โรงเรียนพุทไธสง
E-mail: siritanara@gmail.com
ครุวิจัยไดโนเสาร์ ปี 2553

 งานวิจัยสู่การจัดการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน

หลังจากกลับมาจากฝึกวิจัยในโครงการครุวิจัย ที่ศูนย์ไดโนเสาร์แล้ว  ก็มีเรื่องดี ๆ เข้ามาในชีวิตการทำงาน คือ  ได้ย้ายโรงเรียน  ซึ่งเป็นโรงเรียนที่อยู่ใกล้บ้าน และมีขนาดใหญ่กว่าเดิม  โรงเรียนใหม่ส่งเสริมเรื่องการจัดการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์อย่างมาก  ๆ ดังนั้นจึงทำให้มีโอกาส ได้ใช้ความรู้ที่ไปอบรมมาจากโครงการครุวิจัยอย่างเต็มที่ 

ได้นำงานวิจัยสู่การจัดกิจกรรมการเรียนการสอน  ดังนี้

1.  ในรายวิชาที่สอน ได้ให้ความรู้ทำโครงงานวิทยาศาสตร์  ซึ่งนักเรียนชั้น  ม. 6  ได้นำความรู้นี้ ไปใช้ในการทำโครงงานวิทยาศาสตร์ในรายวิชาวิทยาศาสตร์กายภาพ  (โลกแห่งแสงสี  และกินดีอยู่ดี)  พบว่า นักเรียนมีความกระตือรือร้น  มีความรู้ในเรื่องที่จัดการเรียนการสอนมากขึ้น  (บรรยากาศดังภาพ)

2.  แนะแนวการศึกษาต่อ  ได้เล่าประสบการณ์  นำภาพ  และนำโปสเตอร์งานวิจัยที่ทำกับโครงการครุวิจัยมาติดให้นักเรียนดู  ซึ่งนักเรียนมีความสนใจ  ซักถาม  อยากรู้อยากทราบเกี่ยวกับประสบการณ์ฝึกทำวิจัยของครู

3.  ขอจัดโครงการค่ายนักธรณี  ประจำปีงบประมาณ  2554  ซึ่งได้เสนอและอนุมัติแล้วและจะดำเนินการในระหว่างเดือน  มกราคม  2554

ครุวิจัยไดโนเสาร์-14 (ครูจิตรา) : สอนกระบวนการ ทั้งทฤษฎีและปฏิบัติ

จิตรา   สอนพงษ์
โรงเรียนกุดสะเทียนวิทยาคาร  อ.ศรีบุญเรือง  จ.หนองบัวลำภู
E-mail: kruphysics.2@gmail.com
ครุวิจัยไดโนเสาร์ภูกุ้มข้าว ปี 2553

จากประสบการณ์การฝึกทำวิจัยในโครงการครุวิจัย  กับศูนย์วิจัยไดโนเสาร์ภูกุ้มข้าว  อ.สหัสขันธ์  จ.กาฬสินธุ์   ขอบอกว่าได้รับประโยชน์จากตรงนี้มาก  ทั้งในเรื่องความรู้ ทักษะกระบวนการวิจัย  ประสบการณ์การทั้งในห้องปฏิบัติการ และการฝึกนอกสถานที่  รวมทั้งมวลประสบการณ์ที่ได้ จากการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นจากเพื่อนครูด้วยกัน

เมื่อกลับมาสู่โรงเรียน ได้นำความรู้ที่ได้ มาบูรณาการเข้ากับการจัดการเรียนการสอน  โดยจัดตั้ง”ชุมนุมนักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์กุดสะเทียนวิทย์”   ส่วนการจัดการเรียนการสอน ได้ใช้วิธีการเรียนรู้ที่เน้นการส่งเสริมให้ทำโครงงาน เพื่อได้ใช้ทักษะทางวิทยาศาสตร์  ในการลงทดลองในภาคนาม  คือ  สอนทั้งทฤษฎีและลงมือปฏิบัติ  ได้พยายามให้นักเรียน “สังเกตและแสดงความคิดเห็น” ในการสรุปบทเรียนจากที่ได้ลงมือทำ

ในชุมนุมนักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์กุดสะเทียนวิทย์ มีทั้งนักเรียนม.ต้น ม.1-ม.3 และนักเรียนชั้นม.ปลาย ม.5  เด็กม.ต้นรวมกลุ่มกันทำโครงงาน โดย ม.1 เน้นเรียนพื้นฐานวิธีการ  ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์  และการคำนวณ  ส่วน ม.2 เรียนเรื่องการเขียนเค้าโครงงานทางวิทยาศาสตร์  และการทดลองย่อยต่าง ๆ เช่น  การทดลองสังเกตดิน หิน  และแร่ธาตุในหิน  ที่พบในบริเวณรอบๆหมู่บ้านของแต่ละคน  เพื่อศึกษาว่าเป็นหินอะไร  และเกิดในยุคไหน  เป็นต้น  และ ม.3 ทำโครงงาน ที่เน้นการใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น เช่น  สีย้อมผ้าจากเปลือกไม้ในธรรมชาติ  ซึ่งเป็นทำวิจัยย่อย  และต้องเขียนบทที่ 1 ที่มาและเหตุผล  บทที่ 2 เอกสารที่เกี่ยวข้อง  บทที่ 3 วิธีการทดลอง  บทที่ 4 วิเคราะห์ข้อมูล  และบทที่ 5 สรุปผล  ซึ่งวิธีการนี้เป็นการฝึกกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ให้เด็กนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้  กระบวนการวิทยาศาสตร์มีการพิสูจน์โดยมีหลักการ  และเหตุผลด้วยการทดลอง  วิเคราะห์ข้อมูล ใช้อธิบายว่าเกิดอะไรขึ้นหรือเกิดขึ้นเพราะอะไร  แล้วนำสิ่งที่ค้นพบเหล่านั้นมาสรุปเป็นผลการวิจัย 

การได้เรียนโดยใช้วิธีการนี้ จะทำให้เด็กเป็นคนมีเหตุผลมากขึ้น และสำหรับชั้นม.5 นอกจากจะได้ทำโครงงานวิทยาศาสตร์แล้ว  ยังได้ทำโครงการหุ่นยนต์  โดยส่วนมากจะเป็นเด็กที่สนใจด้านการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์และแมคคาทอนิกส์ ซึ่งเด็กจะได้ฝึกการค้นคว้าข้อมูล การเขียนโปรแกรมจากแหล่งต่าง ๆ และลงมือประกอบหุ่นยนต์  โดยใช้พื้นฐานความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ ที่เรียนมาประสานกับโปรแกรม ที่เขียนขึ้นด้วยตัวเอง

อย่างไรก็ตามสิ่งที่ภาคภูมิใจคือ  เด็กรู้จักวิธีคิด  มีวิธีแก้ปัญหาที่เหมาะสม  มีความมั่นใจ และมีความเชื่อมั่นในตัวเองสูงขึ้น  เพราะในการทำโครงงานเด็กจะต้องคิดและตัดสินใจ เลือกใช้เทคโนโลยีให้เป็นประโยชน์กับโครงงานอย่างเหมาะสม  ต้องฝึกการสื่อสารกับครูที่ปรึกษาให้เข้าใจ  ฝึกการนำเสนอโครงงาน  แบบสามารถทำให้บุคคลอื่น ๆ เข้าใจในสิ่งที่ทำด้วย  ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นคุณลักษณะที่พึงประสงค์ ของคนไทยในอนาคต  และของการเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ดีของชาติต่อไป

ครุวิจัยไดโนเสาร์-18 (ครูรุ่งทิพย์): กระตุ้นให้ตาตื่น ใจตื่น ก่อนสอนวิธีดูซากดึกดำบรรพ์

รุ่งทิพย์   สุกใส
โรงเรียนบ้านคำแก้ว  อำเภอชานุมาน  จังหวัดอำนาจเจริญ
E-mail: roongtip695@gmail.com
ครุวิจัยรุ่นที่ 5  ศูนย์ไดโนเสาร์ ปี 2553

 กิจกรรม  “ชุมนุม นักสืบย้อนเวลา”  และ กิจกรรม “นักวิจัยน้อยยอดนักบูรณาการสื่อ (E – book) ”

จากที่ได้เข้าฝึกทำวิจัย กับศูนย์ไดโนเสาร์ ในช่วงเดือนเมษายน 2553 ที่ผ่านมา  ได้รับความรู้และประสบการณ์ต่างๆมากมาย  ประทับใจในกิจกรรม”นำเสนอผลงานครุวิจัย” ในวันสุดท้ายที่กรุงเทพฯ  มีความทรงจำดี ๆ  เลยกลับมานั่งคิด คิด คิด “จะนำความรู้มาถ่ายทอดให้เด็กๆ ได้อย่างไร”  จึงจะเหมาะกับบริบบของโรงเรียนเล็ก ๆ ต่างจังหวัด ที่ติดชายแดน อับสื่อ จนงบประมาณ

กิจกรรมนั้นต้องเหมาะกับโครงสร้างการเรียนในหลักสูตร คิดออกแล้ว “ชุมนุม” สำหรับนักเรียน ม.ต้น  ก็ตัดสินว่า  เอาละ!  ถ้างั้นลองสอนขั้นตอนในการวิจัยอย่างง่ายๆ  สอนหลักการเบื้องต้นของการวิจัยเชิงสำรวจ ก็แล้วกัน 

แรกๆ ก็ชักชวนนักเรียนกลุ่มที่สนใจมาเข้าร่วม “ชุมนุมนักสืบย้อนเวลา” (พยายามหาชื่อที่ดึงดูดให้นักเรียนสนใจไว้ก่อน)  สอนวิธีดูซากดึกดำบรรพ์ ที่เก็บมาจากตอนที่ออกภาคสนามกับศูนย์ไดโนเสาร์  นอกจากนี้ก็ให้ดูภาพกิจกรรมต่าง ที่ครูได้เข้าร่วมกิจกรรมกับทางศูนย์ฯ  เรียกได้ว่า กระตุ้นให้ตื่นตา ตื่นใจก่อน 

ผลปรากฏว่า  ก็ได้สมาชิก 15  คน  จากนั้นก็ให้นักเรียนสำรวจซากสิ่งมีชีวิต ทั้งที่เก่าแก่มากๆ  หรือใหม่ ตามแต่นักเรียนจะพบในแหล่งใกล้หมู่บ้าน เริ่มที่วัดป่าภูมะโรง เขาคีรีวงกต อำเภอชานุมาน  จังหวัดอำนาจเจริญ  เพื่อให้เป็นเรื่องง่ายๆ สำหรับเด็กๆ 

ผลสำรวจไม่พบสิ่งมีชีวิตที่เป็นซากดึกดำบรรพ์  พบเพียงซากไม้กลายเป็นหิน  ซากสัตว์ในปัจจุบันเท่านั้น  แต่นั้นก็ไม่สำคัญเท่ากับความรู้จากกระบวนการวิจัย คือ การสังเกตและสอบถาม ในระหว่างการทสำรวจ เมื่อประเมินแล้วได้ผลค่อนข้างเป็นที่พอใจมาก  เพราะได้เห็นลูกศิษย์มีความสุข  สนุกสนานในการเรียนรู้  เท่านี้ครูก็ถือว่าประสบผลสำเร็จในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แล้ว  

ช่วงต่อมาครูคอมพิวเตอร์ที่โรงเรียนย้าย  โรงเรียนไม่มีครูสอนคอมฯ จึงต้องรับหน้าที่สอนแทน ก็เลยมีความคิดว่า จะแก้ปัญหายังไงดีนะ  จึงเกิดกิจกรรมที่ 2  ขึ้น ได้นำโปรแกรม Flip Album มาให้นักเรียนทดลองใช้ พบว่าง่ายต่อการเข้าใจ จึงให้บูรณาการทั้ง 2 กิจกรรมเข้าด้วยกัน คือ ให้นักเรียนนำความรู้ที่ได้จากงานวิจัยเล็กๆ ของชุมนุมนักสืบย้อนเวลา มานำเสนอรูปเล่มรายงาน ทั้งที่เป็นฉบับกระดาษ  และฉบับ Ebook

ในการจัดการให้กิจกรรมที่ดำเนินไปได้ด้วยดี ครูต้องคอยให้คำปรึกษาดูแลอย่างใกล้ชิด  ต้องคอยกระตุ้น และเสริมแรง  ทั้งชี้แนะแนวทาง อยู่ตลอดเวลา

 

ครุวิจัยสิ่งแวดล้อม-15 (ครูอรทัย) : ทดลองสอนการทำโครงงาน ฉบับนักเรียนประถม

อรทัย  นิติพงษ์อนุพร
โรงเรียนวัดศรัทธาเรืองศรี อ.แก่งคอย จ.สระบุรี
E-mail: orathai666@windowslive.com
ครุวิจัยศูนย์สิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยขอนแก่น ปี 2553

 ความรู้สึก

มีความตั้งใจอมากยากรู้เรื่องการวิจัย อยากรู้ว่าการทำวิจัยในภาคสนามเป็นอย่างไร เคยอ่าน เคยค้นคว้าแต่ตำรา ซึ่งดูแล้วคิดว่า มันยากแสนยาก เราคงทำไม่ได้ แต่พอได้เข้าไปเรียนรู้ที่ศูนย์สิ่งแวดล้อมแล้ว ได้เรียนรู้หลายอย่าง นับว่าเป็นประสบการณ์ที่มีค่ายิ่ง เริ่มตั้งแต่ ความตั้งใจในการถ่ายทอดความรู้ ความห่วงใย และความเอาใจใส่ ของคณาจารย์และน้องๆ คณะพี่เลี้ยง   ที่ดูแลแนะนำและคอยช่วยเหลืออย่างใกล้ชิด  ขอบพระคุณจากใจจริง    ขอขอบพระคุณอาจารย์ไพโรจน์  คีรีรัตน์ และคณะดำเนินงาน ของ สกว.ทุกท่าน ที่มอบโอกาสให้ 

การพัฒนาตน

จากที่เคยคิดว่า “วิจัยคืออะไร” และวิจัยเป็นเรื่องที่ยากแสนยาก เราคงทำไม่ได้ พอได้เข้าอบรมแล้ว ทำให้มีความรู้และเข้าใจในกระบวนการทำวิจัยมากยิ่งขึ้น  สามารถนำมาประยุกต์ใช้ทำวิจัย ในหัวข้อที่ตนเองสนใจได้

 การพัฒนาการสอน

ได้นำเอาการวิจัยไปปรับใช้ในการจัดการเรียนการสอน โดยใช้ทดลองสอนสาระวิชาวิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่  6 ในเนื้อหาสิ่งแวดล้อม  ด้วยการเกริ่นนำเรื่องการวิจัย และกระตุ้นให้เด็กอยากทำวิจัยง่ายๆ ในรูปแบบการทำโครงงาน ตามแบบฉบับเด็กๆ พร้อมทั้งซักถามถึงเรื่องที่นักเรียนสนใจและอยากรู้ ซึ่งก็สรุปได้ว่า ในภาคเรียนนี้นักเรียนสนใจศึกษาเรื่อง “ระบบนิเวศน์ในนาข้าว“ข้างโรงเรียน   ดังนั้นจึงแบ่งกลุ่มนักเรียนออกไปศึกษานาข้าวข้างโรงเรียน และค้นคว้าหาความรู้เพิ่ม จากการสัมภาษณ์เจ้าของนาข้าวและหนังสือในห้องสมุด แล้วอภิปรายผล

ผลที่เกิดกับนักเรียน

นักเรียนได้เรียนรู้อย่างมีความสุข  ได้ลงมือปฏิบัติจริง  ได้เรียนรู้ด้วยการสังเกต  คิดวิเคราะห์  สังเคราะห์   ค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติมด้วยตนเอง มีอิสระในการคิดและวางแผนงาน ตลอดจนได้ฝึกทักษะการคิดและแก้ปัญหา