Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

ยุพาพรรณ  วรรณสาย (ครูตุ้งติ้ง)
โรงเรียนหกสิบพรรษาพิทยาคม  ต.หล่าเสือโก้ก จ.อุบลราชธานี
E-mail: tt.wannasai@gmail.com
ครุวิจัยดาราศาสตร์ ปี 50,  พลังงาน ปี 51,  ปี 52, อุตสาหกรรมเกษตร ปี 53
ประสบการณ์และความรู้ที่ได้รับจาก ครุวิจัย (สกว.)
ครั้งแรกในชีวิตที่ประทับใจที่ไม่ลืม คงจะเป็นการฝึกทำวิจัยที่ศูนย์  LESA  หอดูดาวเกิดแก้ว อำเภอบ่อพลอย  จังหวัดกาญจนบุรี  หลังจากกลับจากครุวิจัย สิ่งที่ได้ทำเป็นอันดับแรก คือ  การสร้างบรรยากาศในห้องเรียน คิดว่า จะทำการเรียนดาราศาสตร์ให้สนุก  จึงได้เสนอโครงการให้กับผอ. “ทำห้องเรียนโลกและดาราศาสตร์”  ความฝันเป็นจริง เมื่อผอ.อนุมัติให้ทำ  ก็เลยมีห้องเรียนดาราศาสตร์ในโรงเรียน ซึ่งเป็นแหล่งเรียนรู้ ที่มีโรงเรียนหลายโรงมาศึกษาดูงานกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ และนำไปเป็นต้นแบบ โดยเฉพาะโรงเรียนในฝัน

ในส่วนความรู้และประสบการณ์ ที่เก็บเกี่ยวได้ในช่วงที่ทำวิจัย ได้นำมาสอนใน”รายวิชาโลกดาราศาสตร์และจัดค่ายดาราศาสตร์”  ผลพลอยได้ก็คือ ได้สร้างนักดาราศาสตร์รุ่นเยาว์ ที่สามารถสามารถบรรยายให้ความรู้เกี่ยวกับดวงดาวและวัตถุท้องฟ้า มีนักเรียนให้ความสนใจและสมัครเข้าร่วมกิจกรรม”ชุมนุมดาราศาสตร์“มากขึ้นทุกปี   และได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับครูที่เข้าร่วมครุวิจัยโดยเชิญมาเป็นวิทยากรบรรยายให้ความรู้  เช่น ครูกาญจนา  โป๊ะประนม  โรงเรียนสิรินธรวิทยานุสรณ์  อำเภอสิรินธร  จังหวัดอุบลราชธานี ผู้เข้าร่วมกิจกรรมค่ายดาราศาสตร์  นอกจากนี้ตัวเองยังได้เป็นวิทยากรให้ความรู้ให้กับนักเรียนโรงเรียนนารีนุกูล  อำเภอเมือง  จังหวัดอุบลราชธานี  ในกิจกรรมทัศนศึกษาเกี่ยวกับธรณีวิทยา ในจังหวัดอุบลราชธานี  ในรายวิชาโลก ดาราศาสตร์และอวกาศศึกษา ทั้งในส่วนที่เกี่ยวกับโลกและดาราศาสตร์

เนื่องจากโรงเรียนหกสิบพรรษาวิทยาคม อุบลราชธานี เป็นโรงเรียนมัธยมขนาดกลาง งบประมาณจำกัด ไม่สามารถส่งนักเรียนไปเข้าค่ายดาราศาสตร์ที่หน่วยงานอื่นจัดได้ ครูจึงได้ใช้ “ซอฟต์แวร์ท้องฟ้าจำลอง (Stellarium)”  และ”บทเรียนอิเล็กทรอนิกส์” ประกอบการดูกลุ่มดาวและวัตถุท้องฟ้าต่างๆ  ที่ได้จากศูนย์  LESA  นอกจากนี้ยังต้องการให้นักเรียนแสวงหาความรู้ทางดาราศาสตร์จากแหล่งข้อมูลต่างๆ  และมีประสบการณ์จริง จากการสังเกตการณ์  การฝึกปฏิบัติกับท้องฟ้าจริง  จึงได้จัดประสบการณ์ให้นักเรียนได้สัมผัสกับบรรยากาศจริงหลายครั้ง  จนได้รับคัดเลือกจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน  (สพฐ.)  ให้เป็นผู้นำเสนอผลงาน ในปี  2552  และ  2553  ซึ่งในปีนี้ได้นำเสนอผลงานทางวิชาการ  (Symposium)  “โรงเรียนในฝัน :  นวัตกรรมการพัฒนาทั้งระบบโรงเรียน  (Whole  School  Approach)  เพื่อพัฒนาคุณภาพนักเรียน”  ในวันที่  20 -21 สิงหาคม  2553  ณ  โรงแรมแอมบาสเดอร์ ซิตี้   จอมเทียน  จังหวัดชลบุรี ซึ่งในการนำเสนอครั้งนี้ได้ใช้หัวข้อที่ว่า  “ดาราศาสตร์นอกห้องเรียน  เปิดฟ้า…ตามหาดาว” เป็น  Best   Practice ของตนเอง

ในปที่ 2 หลังไปครุวิจัยศูนย์พลังงาน   ได้ร่วมกับครูสอนวิชาเคมีถ่ายทอดความรู้ “การทำไบโอดีเซล”  โดยเริ่มจากการขอบริจาคน้ำมันที่ใช้แล้วจากบ้านนักเรียนมา ให้นักเรียนฝึกทำ และนำไปทดลองใช้จริง นักเรียนอธิบายความรู้ความเข้าใจที่ตนเองมี ผ่านการทำโครงการโรงเรียนสร้างสรรค์สิ่งแวดล้อม  ผู้ประเมินโรงเรียนในฝันและโรงเรียนพระราชทาน   ได้เห็นวิธีการสืบค้นความรู้ของนักเรียน โดยเฉพาะจากอินเทอร์เน็ต  เอกสาร  ตำราต่างๆ การวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากการทดลอง  ทักษะการใช้เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ ความกระตือรือร้น  ความมีระเบียบในการทำปฏิบัติการ  และการนำเสนอข้อมูล  โดยครูต้องคอยป้อนคำถามกระตุ้นให้นักเรียนได้คิดอย่างเป็นระบบ   ซึ่งเป็นการนำความรู้จากห้องเรียนสู่การปฏิบัติจริง และนำไปใช้จริงในชีวิตประจำวัน

ได้นำความรู้จากครุวิจัย มาถ่ายทอดให้กับครูและนักเรียน เพื่อการทำโครงงานวิทยาศาสตร์ ที่จะเข้าร่วมประกวดโครงงานที่หน่วยงานต่างๆ จัดขึ้น  เช่น  โครงงานยุววิจัยยางพารา ซึ่งโรงเรียนได้รับทุนนี้มา  4  ปีแล้ว  โครงงานนวัตกรรมจากอนุภาคนาโนซิงค์ออกไซด์  ซึ่งจัดโดยวิทยาลัยนาโนเทคโนโลยีพระจอมเกล้าลาดกระบัง  สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ระดับประเทศ  ประจำปี  2553  ถึงแม้ว่าทีมของโรงเรียนจะไม่ประสบความสำเร็จในการคว้ารางวัล  แต่ก็ทำให้ครูในกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และนักเรียน ได้เรียนรู้การทำวิจัยโดยใช้วิธีการที่ถูกต้อง  ผลพลอยได้อีกอย่างหนึ่งคือ  นักเรียนช่วยถ่ายทอดความรู้ไปสู่เพื่อนนักเรียนด้วยกัน

การเข้าร่วมโครงการครุวิจัย สกว. ที่ศูนย์อุตสาหกรรมเกษตร  มอ. ปี  53  ปีล่าสุด  ได้นำมาใช้ในกระบวนการเรียนการสอน ซึ่งถือว่าใช้ประโยชน์ได้ตรงที่สุด  ให้นักเรียนทำปฏิบัติการเพื่อจะได้สัมผัสกับอุปกรณ์และเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์  ซึ่งจะทำให้เกิดทักษะทางวิทยาศาสตร์ แล้วต่อยอดไปทำโครงงานวิทยาศาสตร์   เช่น สอนในเรื่องการหายใจของยีสต์  โดยให้นักเรียนเปรียบเทียบปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เมื่อใช้ปริมาณยีสต์แตกต่างกัน  เป็นการทำปฏิบัติการง่ายๆ  แต่ก็ช่วยให้นักเรียนฝึกทักษะการสังเกต  การวัด  การใช้กล้องจุลทรรศน์ ในการดูรูปร่างของยีสต์  และทำโครงงานวิทยาศาสตร์ “หมักไวน์ “โดยนำเอาผลไม้ในท้องถิ่นมาใช้

 

รัชนี  มุ่งวัฒนกุล (ครูจั๊น)

โรงเรียนวรพัฒน์ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา

E-mail: doraemon_jhan@hotmail.com

ครุวิจัยอุตสาหกรรมอาหาร ปี 2553

 

 ประสบการณ์สู่งานวิจัยในโรงเรียน

 

หลังจากได้เข้าร่วมฝึกทำวิจัยจากโครงการครุวิจัย ของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ณ คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ เป็นเวลาหนึ่งเดือนเต็ม ได้รับประสบการณ์ พร้อมทั้งเก็บเกี่ยวความรู้ด้านกระบวนการทำวิจัย  ได้นำมาถ่ายทอดเรื่องราวให้เพื่อนครูในโรงเรียน  ได้เห็นความเป็นประโยชน์ของกระบวนการวิจัย เพื่อนำไปปรับใช้และพัฒนาการเรียนการสอน ในทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ได้ 

สิ่งที่นำมาปรับใช้ คือ การนำมาทำวิจัยเชิงปฏิบัติ “วิจัยในด้านมารยาทของนักเรียน” มารยาทการไหว้ การพูดคุย และการเดินผ่านผู้ใหญ่  โดยใช้ “การสังเกต และบันทึกผลการให้คะแนน” ซึ่งได้รับความร่วมมือจากคุณครูทุกคนในโรงเรียนเป็นอย่างดี นักเรียนได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้มารยาทดีและไหว้สวย

นอกจากนี้ทางโรงเรียน ยังได้ส่งนักเรียนเข้าร่วมประกวดมารยาทไทย โครงการนครหลวงไทย อนุรักษ์ เอกลักษณ์ไทยระดับภาคใต้ ครั้งที่ 39/2553 อีกด้วย ทั้งนี้ขอขอบคุณคณะพี่เลี้ยง ที่ให้ความรู้ด้านกระบวนการวิจัย ขอบคุณเพื่อนครูครุวิจัยทุกท่าน ที่ให้มิตรภาพ ความทรงจำ ให้โอกาสได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ และขอบคุณหน่วยงานสกว. ที่ให้โครงการที่ดีแบบนี้และจะนำไปใช้ให้เป็นประโยชน์ ในการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนต่อไป

ไสว  ทองอินทร์
โรงเรียนภู่วิทยา จ. นครราชสีมา
E-mail: nok_sawai@hotmail.com
ครุวิจัยพลังงาน ปี 2553

จากแดนใต้สู่เวทีความรู้ที่ราบสูง

ประสบการณ์  ความรู้ ทักษะที่ได้รับ 1 เดือนเต็ม กับการถ่ายทอด ร่วมชะตากรรมกับเพื่อนพ้องน้องพี่ร่วมอาชีพคุณครู จากวันสุดท้ายที่กรุงเทพมหานคร มุ่งหน้าสู่สถาน ที่เป้าหมาย คือ โรงเรียนของเรา ภู่วิทยา (ฟ้า – ขาว) โดยโรงเรียนนี้มีดีกรีเป็นโรงเรียนต้นแบบโรงเรียนในฝันรุ่นแรก โรงเรียนรางวัลพระราชทาน และเป็นโรงเรียนแกนนำวิถีพุทธ ซึ่งถือว่ามีความพร้อมพอสมควร และเห็นว่าเป็นปัจจัยพื้นฐานสำคัญสำหรับการขยายผล

ข้าพเจ้ารับผิดชอบสอนฟิสิกส์ ม. 4 และ ม. 5 ในการจัดการเรียนการสอนในสาระการเรียนรู้มีการสอน ทั้งหลักการ ทฤษฎี  และทักษะกระบวนการ ที่จำเป็นตามหลักสูตรธรรมดา เพราะตัวผู้สอนเองก็ยังถือว่า มีประสบการณ์สอนน้อย อธิบายอย่างลึกซึ้งไม่ค่อยได้ แต่สิ่งหนึ่งที่เพิ่มเติมเข้าในกระบวนการ นั่นคือ การหาของเล่นมาเสริมให้ผู้เรียนได้นำมาคิดวิเคราะห์ เชื่อมโยงกับบทเรียนได้อย่างสนุกสนาน และตื่นตา ตื่นใจ  ในทุกๆครั้งที่เรียนจบ 1 เรื่อง ตัวแทนนักเรียนจะได้แบบจำลองการเกิดปรากฏการณ์ ที่สัมพันธ์กับเนื้อหา  ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่ตั้งไว้ โดยไม่ได้คาดหวังว่า สิ่งที่เด็กสร้างขึ้นจะมีคุณสมบัติดีเยี่ยมใช้การได้  100%  แต่เด็กจะตระหนักว่า การที่สร้างแบบจำลองได้ เขาจะต้องเข้าใจหลักการเป็นอย่างดี ดังนั้นขณะเรียนนักเรียนจะเอาใจใส่ และตั้งหน้าตั้งตาเรียนมากขึ้น ถือได้ว่าเป็นการกระตุ้นให้เกิดแรงจูงใจ ในการเรียนอีกวิธีการหนึ่ง ที่ใช้ได้ผลทีเดียว

การสอนด้วยโครงงานประเภทสิ่งประดิษฐ์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โดยลักษณะของโครงงานไม่ต้องเกี่ยวกับเนื้อหาที่เรียนก็ได้ และไม่ได้กำหนดรูปแบบการจัดทำตายตัว เพื่อที่จะเห็นความคิดสร้างสรรค์ในการออกแบบ  สร้างสิ่งปะดิษฐ์อย่างอิสระ กล้าแสดงความคิดเห็น ตลอดจนการร่วมอภิปราย น่าจะเป็นคุณสมบัติที่ดีของผู้ที่มีความใฝ่รู้ใฝ่เรียน เกิดการเรียนรู้อย่างแท้จริงจึงสามารถกลั่นกรองถ่ายทอด

คุณครูมือใหม่อย่างดิฉัน ได้ลองคัดเลือกผลงานของนักเรียนที่เด่นๆ นำไปแลกเปลี่ยนมุมมองกับครูคนอื่น เพื่อที่จะได้มองสิ่งที่คนอื่นเขาทำ ให้เด็กๆ ได้เห็นความคิดที่ยังคิดไม่ถึงขณะที่อยู่โรงเรียน  เพราะว่าความรู้มีอยู่ทุกที่ ถ้ายอมเปิดตา เปิดใจ ดิฉันยืนยันค่ะว่า การที่ตัวเองไปปรับตัว ปรับความคิด ปรับกระบวนการ 1 เดือนนั้น มีประโยชน์ต่อการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนได้อย่างดียิ ่ง

นพกนก   รองรัตน์
โรงเรียนวัดปากประ  ต.ลำปำ  อ.เมือง  จ.พัทลุง
E-mail: nopkanokr2@gmail.com
ครุวิจัยพลังงาน ปี 2553

กลับจากอบรมครุวิจัยซึ่งใช้เวลาไป 1 เดือนเต็ม ก็ต้องไปอบรมคอมพิวเตอร์ต่ออีก 5 วัน ปิดเทอมนี้เหนื่อยดีจริง แต่ก็สู้ๆ นะ

เปิดเรียนก็รายงาน”ประสบการณ์ฝึกวิจัย”ในโครงการครุวิจัย แก่ท่านผอ.บุญปลอบ พรหมสังคหะ และคณะครู  นอกจากนี้ได้นำเสนอโครงการ 2 โครงการ  คือ 1) โครงการธนาคารขยะ    2) โครงการจัดทำเครื่องสูบน้ำโดยใช้จักรยาน เพื่อใช้ในกิจกรรมเศรษฐกิจคุณธรรม (ผักกางมุ้ง ปลอดสารพิษ เพื่อชีวิตมีสุข) ซึ่งทั้งสองโครงการได้รับอิทธิพลจากการเข้าร่วมโครงการครุวิจัย ปรากฏว่าทั้งคณะครู และ ท่าน ผอ.เห็นด้วย และได้มีการแต่งตั้งคณะทำงานเพื่อดำเนินการทั้งสองโครงการ

ดำเนินการขั้นแรก คือ ศึกษารูปแบบการจัดทำธนาคารขยะ และศึกษาการจัดทำเครื่องสูบน้ำด้วยจักรยาน มีการไปดูงานที่โรงเรียนอื่น และศึกษาเอกสารต่างๆ ขณะนี้ได้ดำเนินการโครงการธนาคารขยะ โดยดำเนินการในรูปคณะกรรมการนักเรียน  จัดเตรียมเอกสารการจัดสร้างอุปกรณ์ต่างๆ  ประกาศให้นักเรียนทุกคนในโรงเรียนทราบถึงวัตถุประสงค์ของโครงการ และเตรียมตัวเข้าร่วมโครงการ  ซึ่งคาดว่าจะสามารถดำเนินการได้อย่างสมบูรณ์ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2553 นี้

ส่วนโครงการจัดทำเครื่องสูบน้ำแบบประหยัดพลังงานนั้น ได้ดำเนินการจัดเตรียมสร้างโรงเรือนโดยได้งบประมาณจากงบไทยเข้มแข็ง ส่วนเครื่องสูบน้ำประหยัดพลังงานโดยใช้จักรยานนั้นใช้งบจากโครงการครุวิจัยไปสนับสนุน และจะดำเนินการให้สอดคล้องกับกิจกรรมสร้างแหล่งเรียนรู้สู่ชุมชนเพื่อให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการอนุรักษ์พลังงานและรู้จักใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่าเพื่อโลกสีเขียว

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณ โครงการครุวิจัยพลังงาน มอ.สงขลา ที่เป็นแรงบันดาลใจและสร้างจิตสำนึกการอนุรักษ์พลังงานให้ และจะใช้แนวทางการวิจัย เพื่อพัฒนาให้ทั้งสองโครงการประสบผลสำเร็จตามที่ตั้งเป้าหมายไว้ต่อไป

ขอบคุณค่ะ รวมพลอีกครั้ง พบกันอีกหน…..ที่เก่า  …เวลาใหม่

ศิริขวัญ  จันทร์มณี
โรงเรียนบ้านลานข่อย  สพป. พัทลุง เขต ๑
E-mail: jibstat@gmail.com
ครุวิจัยพลังงาน ปี 2553

เด็กประถมทำโครงงาน

จากประสบการณ์ทำวิจัยกับศูนย์พี่เลี้ยงพลังงาน (กลุ่มอนุรักษ์พลังงาน)  กลับมาที่โรงเรียน ก็อยากเห็นนักเรียนระดับประถมศึกษาทำโครงงานเกี่ยวกับการอนุรักษ์พลังงาน  จึงเริ่มจากการรวมกลุ่มนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๕ ที่มีความสนใจในวิชาวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ มานั่งรวมพลกัน และคิดว่าที่โรงเรียนของเรามีอะไรบ้างที่จะนำมารีไซเคิลได้ เพื่อการอนุรักษ์พลังงานได้บ้าง ก็มีนักเรียนเสนอว่า เห็นกระดาษที่ไม่ใช้แล้วมีทิ้งเป็นขยะ ก็เลยตกลงกัน “ลองทำกระดาษสา”

ลงมือปฏิบัติการเก็บรวบรวมกระดาษที่ไม่ใช้แล้ว เช่น กระดาษจากห้องสำนักงาน กระดาษสมุดที่ไม่ใช้แล้ว กระดาษหนังสือพิมพ์เก่า  นำฉีกเป็นชิ้นเล็ก ๆ แช่น้ำ แล้วต้มด้วยโซดาไฟ นำมากรองเอาแต่เยื่อกระดาษ ผสมกับแป้งมัน กาว เติมสีผสมอาหาร จากนั้นนำมาวางบนอวนฟ้า ทำเป็นแผ่นบาง ๆ  แล้วเติมลวดลายด้วยดอกไม้ โดยการเอาดอกเฟื่องฟ้ามาฉีกเอาแต่กลีบ วางลงไปบนเยื่อกระดาษให้เป็นลวดลายตามที่ต้องการ จากนั้นนำไปตากแดดจนแห้ง พวกเราก็ได้กระดาษสา แม้ไม่สวย เพราะใช้กระดาษหลายชนิด จึงทดลองทำกระดาษสาอีกครั้ง โดยการแยกชนิดของกระดาษ ผลปรากฏว่าแก้ปัญหาได้ การดาษสาที่ได้สวยกว่าครั้งแรก

ได้ส่งโครงงานกระดาษสา เข้าประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์ระดับเครือข่าย และได้รางวัลรองชนะเลิศ ก็เลยอดไปแข่งระดับเขตพื้นที่ แต่ก็ไม่เป็นไร เพราะนี่คือ ครั้งแรกของการทำโครงงานวิทยาศาสตร์ของพวกเรา

การทำโครงงานกระดาษสาของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๕  ได้เห็นการทำงานร่วมกันของนักเรียน มีทั้งการช่วยการรวบรวมกระดาษ การนำกระดาษมาทำให้เป็นชิ้นเล็ก ๆ ถึงแม้ว่าจะฉีกไปเล่นไปบ้าง  ต้มเยื่อกระดาษด้วยความอดทน ว่าเมื่อไหร่หนอครูจะบอกว่าได้แล้ว   ได้เห็นนักเรียนมีความสุขจากการเรียนนอกห้องเรียน การเรียนโดยการทดลองทำจริง

ปัญหาที่เจอก็คือ นักเรียนยังเล็กเกินไป สำหรับการทดลองที่ต้องใช้ไฟ ครูต้องควบคุมทุกขั้นตอน และการฝึกนักเรียนค้นข้อมูล ก็ทำได้ยาก เนื่องจากที่โรงเรียนยังขาดคอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ต นอกจากนี้เด็กไม่มีความสามารถในการใช้คอมพิวเตอร์ จึงเป็นภาระของครูต้องหาข้อมูลให้นักเรียน

อนุจิตร  จันทร์ศรี
โรงเรียนนิคมควนขนุนวิทยา จังหวัดพัทลุง
E-mail: achanthasri@gmail.com
ครุวิจัยพลังงาน ปี 2553

จากประสบการณ์วิจัยสู่การเรียนรู้แบบโครงงาน

จากประสบการณ์วิจัยที่ศูนย์พี่เลี้ยงพลังงาน กลับมาเปิดวิชาเพิ่มเติม โครงงานวิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยเน้นกระบวนการคิดวิเคราะห์ปัญหา ที่พบเห็นในโรงเรียน โดยให้นักเรียนเริ่มเขียนปัญหาที่พบเห็น  หาโจทย์จากอยากได้อะไร อยากทำอะไร  เพื่อนำมาเป็นโครงงาน ปรากฏว่ามีปัญหาหลากหลาย เช่น โครงงานวัวชน (ทดลองดูว่าหญ้าแบบไหนวัวกินแล้วแรงดี) มากจนครูคนเดียวไม่สามารถเป็นที่ปรึกษาได้ทั้งหมด จึงคิดว่าจัด”ค่ายโครงงานวิทยาศาสตร์” ขอความช่วยเหลือจากครูกลุ่มสาระวิทยาศาสตร์ทุกคน ลงมาร่วมเป็นที่ปรึกษา

มีครูในกลุ่มสาระวิทยาศาสตร์ ทั้งหมด 5 ท่าน มาคอยให้คำแนะนำ จนกระทั้งนักเรียนทำโครงงานสำเร็จ ได้หลายโครงงานส่งเข้าประกวด (ถ้ามีโอกาส จะส่งผลงานแนบไปด้วย)

ปัจจุบันมีโครงงานที่ใช้ได้จริงในโรงเรียน 2 โครงงาน คือ “ชุดทดลองการตกอย่างอิสระ” เพื่อหาค่าแรงโน้มถ่วงของโลก ซึ่งต้องเขียนโปรแกรม Visual Basic ใช้บันทึกเวลา  เป็นโครงงานประเภทสิ่งประดิษฐ์และใช้ในการเรียนการสอนได้จริง ในกลุ่มสาระวิทยาศาสตร์ เรื่องการเคลื่อน (การตกอย่างอิสระ) และอีกเรื่องคือ “โปรแกรมควบคุมการปิด-เปิดเครื่องขยายเสียงเพื่อบอกสัญญาณคาบเรียนด้วยภาษา Visual Basic” ซึ่งเป็นโปรแกรมออดโรงเรียนนั้นเอง   อยากให้โรงเรียนอื่นใช้ด้วยจัง และทั้ง 2 โครงงานนี้ได้ผ่านการคัดเลือกระดับภาคใต้ ของโครงการนักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์ และโครงการพัฒนาโปรแกรมเพื่อประยุกต์ใช้งานระดับนักเรียน โดยทุนสนับสนุนของศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิคส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ ปัจจุบันกำลังวางแผนพัฒนาต่อยอด เพื่อไปแข่งขันรอบคัดเลือกระดับประเทศในเดือน มกราคม 2554

เมธาวี  สายสิน
โรงเรียนวรคุณอุปถัมภ์ อำเภอเมืองจันทร์ จังหวัดศรีสะเกษ 
E-mail: mea.mung@gmail.com
ครุวิจัยศูนย์สิ่งแวดล้อม  มหาวิทยาลัยขอนแก่น ปี
2553

 การฝึกทำวิจัยในโครงการครุวิจัย กับศูนย์สิ่งแวดล้อม  มหาวิทยาลัยขอนแก่น ทำให้เปลี่ยนความคิด “การวิจัยที่ว่าเป็นเรื่องยาก ก็เหมือนกับการทดลองวิทยาศาสตร์ในห้องเรียน” ซึ่งมีกระบวนการเหมือนกันทุกอย่าง จากประสบการณ์มองว่า “การวิจัยเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับการดำรงชีวิต” ใช้การวิจัยพัฒนาความรู้ทุกๆ ด้าน  การวิจัยต้องใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่เรียกว่า “การสืบเสาะ” จนพบคำตอบนั่นเอง 

หลังจากที่กลับมาได้นำความรู้มาพัฒนาการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ดังนี้

1. ใช้ในการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์  

ได้เตรียมความพร้อมนักเรียนก่อนที่จะลงนำการวิจัยเข้าสู่ห้องเรียน โดยจัดตั้ง”ชุมนุมวิทยาศาสตร์” ให้นักเรียนได้เรียนรู้และฝึกการใช้ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์  ตั้งแต่ทักษะพื้นฐานจนถึงทักษะขั้นบูรณาการ และฝึกใช้เครื่องมือวัดทางวิทยาศาสตร์ที่จำเป็น แม้การปูพื้นฐานจะใช้เวลานาน แต่คาดว่าในภาคเรียนต่อไป คงได้ลงมือทำตามเป้าหมายที่วางไว้ต่อไป

2. บูรณาการกับการเรียนรู้ในทุกกิจกรรม 

ตามที่ได้ฝึกการทำวิจัยและได้รับถ่ายทอดประสบการณ์ จากนายสวาสดิ์  พุทธรรมา เกษตรกรบ้านห้วยชัน  เรื่องการทำเกษตรอินทรีย์ และให้ใช้สถานที่แปลงเกษตรอินทรีย์ทำการวิจัยครั้งนั้น  มีความเหมือนและตรงกับบริบทของโรงเรียนอย่างมาก เนื่องจากโรงเรียนได้รับคัดเลือกให้เป็นโรงเรียนต้นแบบการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนบูรณาการเศรษฐกิจพอเพียง  ของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาศรีสะเกษ เขต 2  และได้รับการคัดเลือกให้เป็นสถานศึกษาพอเพียง จากกระทรวงศึกษาธิการเมื่อ 7 มีนาคม 2553  

โรงเรียนจึงให้ไปศึกษาดูงานโรงเรียนต่างๆ อยู่เสมอ เริ่มจากโรงเรียนได้จัดการเรียนการสอนฐานเศรษฐกิจพอเพียง ให้นักเรียนได้เรียนรู้ตามฐานซึ่งมี 12 ฐานการเรียนรู้ เช่น ฐานการทำน้ำหมักชีวภาพ  ฐานเตาถ่านชีวมวล  ฐานการปลูกแก้วมังกร ฐานการปลูกฝรั่งไร้เมล็ด ฐานการปลูกมะนาวในท่อซีเมนส์  ฐานการเลี้ยงปลา  และฐานอื่นๆ  สวนสมุนไพรกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เพื่อให้นักเรียนได้นำความรู้ไปใช้ในการดำรงชีวิต แม้กระทั่งครูที่อยู่บ้านพักครูในโรงเรียน ก็นำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ดำรงชีวิตไม่ว่าการทำเกษตรอินทรีย์ เพื่อเป็นแบบอย่างให้แก่นักเรียน และแหล่งเรียนรู้เหล่านี้จะใช้เป็นศูนย์ฝึกการทำวิจัยเล็ก ๆ ของนักเรียนได้เป็นอย่างดี             

เมื่อครูมีความรู้เกี่ยวกับวิจัยและมีสถานที่สำหรับเป็นแหล่งเรียนรู้อยู่ในโรงเรียน การนำนักเรียนสู่การทำวิจัยในเรื่องใกล้ตัว และไม่เกินความสามารถ แม้จะก้าวช้าแต่ก็มั่นใจว่าทำได้แน่นอน

ขอขอบคุณสกว. ที่มีโครงการดีๆ ให้ครูได้มีโอกาสพัฒนาความรู้เพื่อจะได้นำไปใช้ในการพัฒนาเรียนการสอนต่อไป

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 526 other followers